ทนายความ-คดีฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา-พยายามฆ่า-ปรึกษากฎหมาย

ทนายความคดีฆ่าคนตาย คดีหมิ่นประมาท คดีลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์

ทนายความคดีฆ่าคนตาย คดีหมิ่นประมาท คดีลักทรัพย์

๑)  ลักษณะ ๑๐ : ความผิดเกี่ยวกับชีวิต และร่างกาย

(๑.๑)  ความผิดต่อชีวิต (ม.๒๘๘-๒๙๑, ๒๙๔)

-การที่จำเลยและผู้เสียหายเคยทะเลาะวิวาททำร้ายกันมาแล้ว เมื่อเจอกันในงานวัดจำเลยกลับไปบ้านนำอาวุธมีดมาฟันทำร้ายผู้เสียหายในทันที กรณีจึงไม่แตกต่างกับจำเลยไปนำเอาอาวุธมีดจากบริเวณใกล้เคียงมาฟันทำร้ายผู้เสียหายในทันทีที่พบเห็นผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฎ.๒๕๓๙/๔๑

*ฎีกาที่ 2539/2541  จำเลยและผู้เสียหายอยู่หมู่บ้านเดียวกัน และเป็นเพื่อนกันมาก่อน หากจำเลยมีใจคิดจะฆ่าผู้เสียหายหลังจากทะเลาะวิวาททำร้ายกันแล้วก็สามารถกระทำได้ง่ายและคงไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานประมาณ 3 เดือน จนเพิ่งมาเกิดเหตุคดีนี้แม้ได้ความว่าจำเลยยังผูกใจเจ็บผู้เสียหายอยู่ ก็ไม่อาจแปลความว่าจำเลยคิดจะฆ่าผู้เสียหายตลอดมา เมื่อจำเลยมาพบผู้เสียหายในงานวัดจึงเกิดความคิดที่จะแก้แค้นผู้เสียหายโดยมิได้มีการพกหรือเตรียมอาวุธมาก่อนแสดงว่าความคิดที่จะฆ่าผู้เสียหายของจำเลยเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมาพบเห็นผู้เสียหายในงานวัดดังกล่าว การที่จำเลยกลับไปบ้านนำอาวุธมีดของกลางมาฟันทำร้ายผู้เสียหายในทันที กรณีจึงไม่แตกต่างกับจำเลยไปนำเอาอาวุธมีดจากบริเวณใกล้เคียงมาฟันทำร้ายผู้เสียหายในทันทีที่พบเห็นผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ฎีกาที่ 1533/2548  การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด มิใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วน พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้วเดินออกจากร้านอาหารไปโดยจำเลยทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้ออกจากร้านอาหารไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 กลับมาใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกัน จึงไม่พอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น

ฎีกาที่ 433/2546  การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า ก่อนทำการฆ่าผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิด ผู้ร่วมกระทำผิดที่มิได้ไตร่ตรองไว้ก่อนไม่มีความผิดด้วยเพราะกฎหมายมุ่งถึงการไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นสภาพจิตใจของแต่ละคน การจะเป็นตัวการร่วมกันฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงต้องมีลักษณะเป็นการวางแผนการคบคิดกันมาแต่ต้นที่จะไปฆ่าผู้อื่น หรือด้วยการใช้จ้างวาน หรือไปดักฆ่าผู้อื่นโดยมีพฤติการณ์ร่วมกันมาแต่ต้น แต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน และเป็นญาติพี่น้องกับผู้ตาย ทั้งก่อนเกิดเหตุได้มีการดื่มสุรากันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 2 มาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ร่วมไปฆ่าผู้ตายจึงเป็นการติดสินใจในทันทีทันใดลักษณะตกกระไดพลอยโจนมากกว่า ดังนี้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ.มาตรา 288 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (5)

ฎีกาที่  ๑๕๓๓ / ๔๘  การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำผิดคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่  พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้วเดินออกจากร้านอาหารไป      โดยไม่ไปปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน และไม่ปรากฏข้อเท็จว่าหลังจากที่ตำเลยทั้งสองได้ออกจากร้านอาหารไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ ๑ กลับมาที่ร้านอาหารแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเป็นเวลาต่อเนื่องกัน จึงไม่พอที่ให้รับฟังว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ความผิดข้อหาพาอาวุธปืนตาม ปอ. มาตรา ๓๗๑ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท นั้น มีอายุความ ๑ ปี มาตรา ๙๕ ( ๕ ) คดีนี้จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๗ นับจากวันฟ้องคือวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ยกขึ้นฏีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

-การฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดฐานชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์/และหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ได้กระทำไว้ ย่อมเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙(๗)) อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดตามมาตรา ๓๓๙ วรรคท้ายหรือ ๓๔๐ วรรคท้าย ฎ.๖๗๖๑/๔๖,๘๑๗/๔๘

ฎีกาที่ 6761/2546  ผู้ตายถูกของแข็งไม่มีคมตีบริเวณศีรษะ และถูกอาวุธมีคมแทงทะลุกะโหลกศีรษะบริเวณหน้าหูข้างซ้าย แสดงว่าผู้ตายถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ย่อมชี้ให้เห็นเจตนาของผู้ที่ทำร้ายว่า ประสงค์จะฆ่าผู้ตายให้ถึงแก่ความตายทันที จำเลยที่ 1 ได้บอกจำเลยที่ 2 ว่าถ้าได้ทรัพย์สินของผู้ตายแล้วก็ให้ฆ่าผู้ตายเสีย เนื่องจากกลัวว่าผู้ตายจะจำหน้าได้ เพราะผู้ตายรู้จักกับจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดี จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดฐานชิงทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (7) อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดตามมาตรา 339 วรรคท้าย ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 289(7) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90

เสื้อชุดฟาติก เสื้อคลุมและกางเกงวอร์มเป็นเพียงเครื่องนุ่งห่มที่จำเลยทั้งสองสวมใส่ในวันเกิดเหตุเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้ทรัพย์ของกลางเป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดคดีนี้ด้วย ศาลจะสั่งริบของกลางตาม ป.อ.มาตรา 33(1) หาได้ไม่

ฎีกาที่ 817/2548  จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้ผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะไปกับจำเลยกับพวก อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เมื่อถึงที่เปลี่ยวจำเลยกับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย แสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายเพื่อความสะดวกแก่การชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายในขณะที่การชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้อาวุธปืน และฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด เพื่อจะเอาและเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยกับพวกได้กระทำความผิด เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ได้กระทำนั้นเอง จึงมิใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายอีกกรรมหนึ่งต่างหาก

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 โดยไม่ระบุวรรคไม่ถูกต้อง รวมทั้งเมื่อฟังว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 289(6)(7) แล้วก็ไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 288 อีก นอกจากนี้โจทก์ขอให้ริบหัวกระสุนปืน 2 หัว และกระสุนปืนหัวตะกั่ว 1 นัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ริบหัวกระสุนปืนทั้งหมดรวม 3 หัว ก็ไม่ถูกต้อง

(๑.๒)  ความผิดต่อร่างกาย(ม.๒๙๕, ๒๙๗, ๒๙๙, ๓๐๐)

                                หมายเหตุ รวม ม.๓๙๐, ๓๙๑ (ลหุโทษ)

ฎีกาที่ 6519/2547  ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา 297 เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำโดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องมีเจตนาต่อผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยใช้ท่อนไม้ขว้างปาผู้เสียหายถูกบริเวณศีรษะทำให้ผู้เสียหายตกรถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บ แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส คงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายก็ตาม จำเลยก็ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา 297(8)

ฎีกาที่ 5334/2546  ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีรอยช้ำบวมที่ศีรษะด้านหน้า จมูกมีแผลฉีกขาด 0.5 เซนติเมตร มีแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ข้อมือซ้าย และจากการเอ็กซเรย์กระโหลกศีรษะพบว่ากะโหลกศีรษะด้านหน้าบริเวณเหนือคิ้วขวายุบ การที่กะโหลกศีรษะตอนหน้าผากซึ่งมีสภาพเป็นของแข็งเมื่อถูกทุบให้ยุบเข้าไปย่อมเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัดว่ากะโหลกศีรษะที่บุบยุบเช่นนี้ไม่อาจกลับคืนสู่สภาพปกติได้ดังเดิมแม้แพทย์จะระบุว่าบาดแผลของผู้เสียหายหากรักษาให้หายต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก็ตาม แต่ฟังได้เพียงว่าเป็นการรักษาบาดแผลจากภายนอกเท่านั้น หาได้ทำให้กระดูกส่วนที่ยุบลงไปแล้วกลับคืนเป็นปกติไม่ และได้ความจากแพทย์ผู้รักษาอีกว่าบาดแผลดังกล่าวใช้เวลารักษาประมาณ 1 เดือน กรณีกะโหลกศีรษะยุบต้องใช้เวลา 4 ถึง 6 สัปดาห์ จึงจะหาย หลังเกิดเหตุเป็นเวลาหลายเดือนผู้เสียหายซึ่งเป็นนักศึกษามาเบิกความว่า เมื่ออ่านหนังสือมาก ๆ เจ็บบริเวณศีรษะ แสดงว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีอาการทุกขเวทนาและไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติได้เป็นเวลาเกินกว่ายี่สิบวัน ถือได้ว่าเป็นอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา 297 (8)

(๑.๓)  ความผิดฐานทำให้แท้งลูก (ม.๓๐๑ – ๓๐๕)

๒)  ลักษณะ ๑๑ :  ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง

                (๒.๑)  ความผิดต่อเสรีภาพ (ม.๓๐๙, ๓๑๐, ๓๑๑,๓๑๓-๓๑๖, ๓๑๗-๓๑๙)

*ฎ.๔๙๐๔/๔๘ (ม.๖๓,๓๑๐ วรรคสอง) ผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามถูกกักขังและถูกทำร้ายร่างกายในลักษณะการทรมานอยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุเป็นระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน โดยไม่มีหนทางหลบเลี่ยงให้พ้นจากการถูกทรมานหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้  เห็นได้ว่าผู้เสียหายและผู้ตายต้องตกอยู่ในสภาพบีบคั้นทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน  การที่ผู้ตายตัดสินใจกระโดดจากห้องพักเพื่อฆ่าตัวตายนั้นอาจเป็นเพราะผู้ตายมีสภาพจิตใจที่เปราะบางกว่าผู้เสียหายอื่น และไม่อาจทนทุกข์ทรมานได้เท่ากับผู้เสียหายอื่นจึงได้ตัดสินใจกระทำเช่นนั้นเพื่อให้พ้นจากการทนทุกข์ทรมาน  พฤติการณ์ฟังได้ว่าการตายของผู้ตายมีสาเหตุโดยตรง(เป็นผลธรรมดา)มาจากการถูกทรมานโดยทารุณโหดร้าย

หมายเหตุ ๑.จำเลยไม่มีความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล

๒. เรื่องนี้มีการเรียกค่าไถ่ตามม.๓๑๓ วรรคสามด้วย (ดูฎีกาเต็ม)

*ฎีกาที่ ๓๘๙๑/๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ มีและพาอาวะปืน เครื่องกระสุนปืนไปที่เคหสถาน อันเป็นที่พักอาศัยของโจทก์ร่วม แล้วใช้อาวุธปืนขู่บังคับโจทก์ร่วมกับรื้อค้นเอาเงินจำนวน ๓,๐๐๐บาท และนาฬิกาข้อมือราคา ๑๕๐,๐๐๐บาทไปจากนั้นจำเลยเอาเสื้อคลุมศีรษะโจทก์ร่วมบังคับให้ขึ้นรถยนต์ที่ติดเครื่องรออยู่หน้าที่พักอาศัยของโจทก์ร่วมแล้วขับรถนำโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จนภริยาของโจทก์ร่วมตกลงจ่ายค่าไถ่ให้จำเลยจำนวน ๒๗๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่าง ที่โจทก์ร่วมถูกกักขัง จำเลยได้มัดโจทก์ร่วมด้วยโซ่ที่มือ เท้าทั้งสองข้างและใส่กุญแจและจำเลยควบคุมตัวโจทก์ร่วมอยู่ตลอดเวลา เมื่อโจทก์ร่วมถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ จำเลยทั้งสองจะช่วยถอดกางเกงให้ โจทก์ร่วมถูกกักขังอยู่ในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลา ๑๓๓ วัน จึงหลบหนีออกไปได้  การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ร่วมหมดอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายไปที่อื่นและไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ตลอดระยะเวลาดังกล่าว เป็นเหตุให้ไม่รับประทานยาแก้โรคเบาหวาน ทำให้อาการกำเริบ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ การกระทำของจำเลยต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยทรมานจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๓ วรรคสอง

(๒.๒) ความผิดฐานหมิ่นประมาท (ม.๓๒๖-๓๓๑)

ฎีกาที่ 1780/2546  โจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับ น. ในข้อหาฉ้อโกงจำเลยชำระค่าจ้างว่าความส่วนหนึ่งให้แล้ว แต่โจทก์ยังไม่ฟ้องคดี หลังจากนั้น 1 ปี จำเลยทวงเงินค่าจ้างว่าความคืน โจทก์ก็ยังไม่ได้ฟ้อง น. นอกจากนี้ในคดีที่ ณ. สามีจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความโดยให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจฟ้อง ส. โจทก์ก็มิได้จัดการให้ ณ และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ จนศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี พฤติการณ์ทั้งสองกรณีดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดี บกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เพราะผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ฉะนั้นการที่จำเลยพูดกับ ป. ว่า “ไม่ว่าจ้างทนายแดง (โจทก์) แล้ว ทนายแดง ชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี” จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียกับตนตามคลองธรรมตาม ป.อ.มาตรา 329(1) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

ฎีกาที่ 10189/2546  ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่า “โจทก์ร่วมเป็นบุคคลวิกลจริตไม่สามารถทำงานได้เป็นคนบ้าเหมือนหมาบ้า” นั้น เป็นถ้อยคำที่เลื่อนลอยไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงซึ่งเมื่อฟังประกอบข้อความตอนท้ายที่ว่า “และยังได้นำใบ ร.บ. (ระเบียนการศึกษา) ไปจำหน่ายให้กับนักเรียนด้วย” แล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มุ่งหวังให้บุคคลอื่นเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นบุคคลวิกลจริต ถ้อยคำดังกล่าวจึงไม่ทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

ฎีกาที่ 12460/2547 (มาตรา 329) เวลาเช้าตรู่ของวันเกิดเหตุ  เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่หลายคนแต่งการนอกเครื่องแบบไปขอค้นบ้านจำเลยเพื่อพบและจับน้องชายของจำเลยในคดีเช็ค  ส่วนโจทก์ไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่  แต่ได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของจำเลยด้วยในฐานะที่เป็นบิดาของผู้เสียหายในคดีเช็คที่น้องชายของจำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้  แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค  เมื่อคำนึงถึงเหตุการณ์และพฤติการณ์เกี่ยวกับการทวงหนี้ของโจทก์ที่แต่งเครื่องแบบไปขอค้นบ้านของจำเลยซึ่งเป็นผู้หญิงและมีบุตรผู้เยาว์ 2 คน  จนจำเลยเกิดความเกรงกลัวต่อโจทก์จนต้องยอมใช้หนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์  จำเลยมีสิทธิที่จะเข้าใจได้โดยสุจริตว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประพฤติตนของโจทก์และมีสิทธิที่จะร้องเรียนโดยสุจริตได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานตำรวจประพฤติตนไม่เหมาะสม  ดังนั้น  การที่จำเลยส่งโทรสารไปลงหนังสือพิมพ์โดยมีใจความเป็นการแสดงความเสียใจ น้อยใจของจำเลยและเกรงกลัวจากการกระทำของโจทก์จนต้องชำระหนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์ไป  เป็นทำนองขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสอดส่องตักเตือนเจ้าพนักงานตำรวจให้เป็นมิตรกับประชาชน  จึงเป็นการติชมโจทก์ด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนเยี่ยงจำเลยที่ต้องประสบเหตุการณ์เช่นนั้นพึงกระทำได้  และการที่จำเลยระบุชื่อนามสกุลจริงของโจทก์และจำเลย  ตลอดจนที่อยู่ของจำเลยไว้แจ้งชัดในโทรสารด้วยย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยเขียนข้อความในโทรสารด้วยย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยเขียนข้อความในโทรสารนั้นด้วยเจตนาสุจริตตามเรื่องที่เกิดขึ้นแก่จำเลย  กรณีต้องด้วย ป.อ. มาตรา 329 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์

ฎีกาที่ 4291/2548  (ม. 328) จำเลยที่ 1 ทำหนังสือร้องเรียนซึ่งมีข้อความหมิ่นประมาท  น. ยื่นต่อนายอำเภอคอนสารโดยเฉพาะเจาะจง   ไม่เป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร  เพราะหนังสือร้องเรียนดังกล่าวยื่นต่อนายอำเภอคอนสารซึ่งเป็นบุคคลที่สามเพียงคนเดียวเท่านั้น  จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาใส่ความโดยโฆษณาให้บุคคลอื่นทั่วไปทราบนอกจากนายอำเภอคอนสาร   จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

๓)  ลักษณะ ๑๒ :  ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

*(๓.๑)  ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ (ม๓๓๔, ๓๓๕, ๓๓๖, ๓๓๖ทวิ)

(ก) ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามม.๓๓๔

ฎี.๔๒๐๘/๒๕๔๓  เหรียญกษาปณ์ที่ตกลงไปในช่องคืนเหรียญเนื่องจากไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังสายปลายทางได้นั้น ยังเป็นของผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะอยู่  การที่นาย พ. นำก้อนกระดาษไปอุดไว้ในช่องคืนเหรียญในตำแหน่งที่อยู่เหนือฝาปิดขึ้นไป  เป็นเพียงการขัดขวางไม่ให้เหรียญกษาปณ์ตกกลับลงไปถึงมือผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะที่รออยู่  โดยเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวยังคงติดค้างอยู่ในเครื่องโทรศัพท์สาธารณะในลักษณะที่ง่ายแก่การมาล้วงเอาไปในภายหลัง ฉะนั้นขณะที่เหรียญกษาปณ์ตกลงไปข้างอยู่บนก้อนกระดาษในช่องคืนเหรียญ ความผิดฐานลักทรัพย์ยังไม่สำเร็จเพราะนาย พ. ยังไม่ได้เอาเหรียญกษาปณ์นั้นไป ความรอบครองยังอยู่กับเจ้าของเหรียญกษาปณ์ที่รอรับเหรียญกษาปณ์นั้นอยู่  ความครอบครองยังอยู่กับเจ้าของเหรียญกษาปณ์ที่รอรับเหรียญกษาปณ์นั้นอยู่  และการที่เจ้าของเหรียญกษาปณ์ออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะไม่ได้หมายความว่ามีเจตนาสละทิ้งเหรียญกษาปณ์ที่ติดค้างเพราการสละกรรมสิทธิ์จะต้องการทำด้วยความสมัครใจ  มิใช่อยู่ในลักษณะที่ถูกขัดขวางการได้ทรัพย์คืน

ฎี.๓๖๒๙/๒๕๓๘  ผู้เสียหายส่งธนบัตรฉบับละ ๑๐๐ บาทให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ค่าโดยสารเป็นเงิน ๕ บาท ถือว่าผู้เสียหายมอบการครอบครองดังกล่าวให้แก่จำเลย การที่จำเลยไม่ทอนเงินให้ทันทีหรือไม่มีเจตนาจะทอนเงินให้โดยจำเลยเอาเงินส่วนที่เหลือจำนวน ๙๕ บาท เป็นประโยชน์ของตนโดยทุจริตก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์  เพราะเจตนาทุจริตเกิดขึ้นภายหลังที่ธนบัตรอยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้ว  (และไม่น่าจะเป็นความผิดฐานยักยอก  เพราะกรรมสิทธิ์ในธนบัตรโอนไปแล้ ดูฏีกาที่ ๑๐๖๗/๒๔๘๑ ประกอบ)

ฎี.๓๖๔๒/๒๕๔๐  จำเลยที่ ๒ เป็นผู้อนุญาตหรือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็ทราบดีแล้วว่าโฉนดที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายและยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย  จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจให้คำอนุญาตหรือยินยอมได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ เอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปด้วยความยินยอมของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘๓ (เปรียบเทียบกับฎีกาที่ ๑๓๗๖/๒๕๒๒ ซึ่งข้อเท็จจริงคล้ายกันแต่แตกต่างกัน ยกไว้ในคำบรรยายครั้งที่ ๙ ตามฎีกาหลัง ศาลฎีกาฟังว่าผู้อนุญาตเป็นผู้ครอบครองบานประตูอยู่ก่อนแล้วมิใช่ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครอง)

ฎี.๖๐๘๐/๒๕๔๖  จำเลยกับพวกอีก ๑ คน ร่วมกันลักหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้เสียหาย  โดยขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าเลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าและใช้เชือกผูกผลักลงจากคานบนเสาไฟฟ้า  เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนที่จากจุดที่ติดตั้งเดิมถูกเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดิน  ถือว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว  แม้จำเลยจำพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้ามีน้ำหนักมาก  กรณีก็หาใช่เป็นเพียบพยายามลักทรัพย์ไม่

หมายเหตุ เทียบ ฎี. 7053/2545 สุกรตัวเกิดเหตุมีน้ำหนักเกือบ ๒๐๐ กิโลกรัม ไม่สามารถอุ้มหรือจับไปได้โดยง่าย ทั้งวัดเจ้าของสุกรก็ไม่ได้กักขัง แต่ปล่อยให้มีอิสระไปไหนมาไหนได้ขณะที่นายดาบตำรวจ อ. เข้าจับกุมจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ถึงที่ ๕ กำลังช่วยกันดึงและผลักดันสุกรให้เข้าไปในซองบรรจุ  สุกรยังไม่ได้เข้าไปในซองทั้งตัว ทั้งยังไม่ได้นำขึ้นรถ จำเลยที่ ๑ และที่๓ ถึง ๕  ยังไม่อยู่ในฐานะที่สามารถจะนำสุกรไปได้การกระทำของจำเลยที่ ๑ และ ที่ ๓ ถึง ๕ จึงยังไม่บรรลุผล  คงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น

ฎี.๓๓๓๓/๒๕๔๕  การที่พนักงานของผู้เสียหายนำเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายไปเก็บไว้ที่ท้ายกระโปรงรถยนต์ของผู้เสียหาย คันที่ให้จำเลยนำไปใช้ในการทำงานนอกสถานที่โดยจำเลยไม่ทราบมาก่อน  ผู้เสียหายมิได้สละการครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์ยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย  และจำเลยควรรู้ว่าผู้เสียหายจะต้องติดตามเอาคืน การที่จำเลยยอมให้ ณ นำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจากการครอบครองของผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ฎี.๒๑๘๘/๒๕๔๕  จำเลยเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายก็เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำไปขายเล่นการพนัน  แสดงว่าจำเลยหาได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือผู้อื่นแต่อย่างใด  จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์  คงมีความผิดเฉพาะร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕

ฎี.๒๐๐/๒๕๔๔  จำเลยขายรถยนต์และเครื่องนวดข้าวโจทก์ชำระเงินแล้วบางส่วนและยังค้างชำระส่วนที่เหลือ  หลังจากนั้น ๗ เดือนเศษจำเลยกับพวกไปหาโจทก์ที่บ้านแต่ไม่พบ  แต่ได้บอกภริยาบุตรและน้องชายโจทก์ว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไป  แล้วได้ยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวกลับไปเก็บไว้ที่บ้านจำเลย  เพราะโจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือไม่ครบ ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้โดยพลการ  มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย  เป็นการกระทำโดยเจตนาลักเอาไปโดยทุจริตไม่ (และฎีกาที่ ๒๗๕๓/๒๕๓๙)

ฎี.๙๐๙๓/๒๕๔๔  วินิจฉัยว่าส่วนที่จำเลยรื้อไม้กั้นห้องและเครื่องปรับอากาศออกไปเป็นเหตุให้ฝาผนังตึกเป็นรอย  กระจกและเสาแตกนั้น จำเลยมีความประสงค์ในทรัพย์ซึ่งติดตั้งอยู่กับตึกจึงต้องรื้อออกไป  การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับผนังตึกย่อมทำให้เกิดรอยต่าง ๆ ขึ้นได้ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพแตกร้าวของตึก จึงมิใช่เกิดขึ้นเพราะการกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์

ฎีกาที่ 5161/2547  ข้อมูลตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า “ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงสำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคำนวณ” ส่วนข้อเท็จจริงหมายความว่า “ข้อความแห่งเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือที่เป็นอยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตุการณ์ที่จะต้องวินิจฉัยว่าเท็จหรือจริง” ดังนั้นข้อมูลจึงไม่นับเป็นวัตถุมีรูปร่าง สำหรับตัวอักษร ภาพ แผนผัง และตราสารเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดความหมายของข้อมูลออกจากแผ่นบันทึกข้อมูลโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ มิใช่รูปร่างของข้อมูลเมื่อ ป.พ.พ.มาตรา 137 บัญญัติว่า ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง ข้อมูลในแผ่นบันทึกข้อมูลจึงไม่ถือเป็นทรัพย์ การที่จำเลยนำแผ่นบันทึกข้อมูลเปล่าลอกข้อมูลจากแผ่นบันทึกข้อมูลของโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ฎีกาที่ 1147/2546  ความผิดฐานลักทรัพย์จะสำเร็จได้ในแต่ละครั้งก็ต่อเมื่อจำเลยเบิกเอาเงินสดของโจทก์ร่วมไปจากโจทก์ร่วม การที่จำเลยบันทึกรายละเอียดข้อมูลรายการขายลดเช็คแต่ละฉบับในเครื่องคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ จึงเป็นเพียงการใช้กลอุบายทำหลักฐานอันเป็นเท็จว่ามีลูกค้านำเช็คแต่ละฉบับไปขายลดให้แก่โจทก์ร่วม แม้การบันทึกข้อมูลรายการขายลดเช็คแต่ละฉบับจะสำเร็จจนได้รับใบเสร็จรับเงินจากการขายลดเช็คแล้วนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากชื่อบัญชี ป. ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่ธนาคารโจทก์ร่วมเพื่อพักจำนวนเงินที่จะลักไว้ แต่จำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินหรือจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากปลอมดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากเป็นเพียงสมุดบันทึกรายการที่โจทก์ร่วมใช้เป็นหลักฐานควบคุมการฝากและถอนเงินของเจ้าของบัญชีเท่านั้น และการถอนเงินจากบัญชีแต่ละครั้งจำต้องทำรายการถอนเงินในแบบพิมพ์ใบถอนเงินตราบใดที่ยังไม่มีการถอนเงินไปจากโจทก์ร่วมองค์ประกอบในความผิดฐานลักทรัพย์ในข้อเอาทรัพย์ไปจึงยังไม่เกิดขึ้น แม้จำนวนเงินในบัญชีที่เปิดจะเป็นเท็จก็ยังถือไม่ได้ว่าการลักเงินสดของโจทก์ร่วมสำเร็จแล้ว เมื่อจำเลยทำรายการถอนเงินโดยอ้างเท็จว่ามีลูกค้ามาถอนแล้วเอาเงินสดของโจทก์ร่วมไป 4 ครั้ง จึงเป็นการลักเงินสดของโจทก์ร่วมคนละวันต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ 4 กรรมต่างกันมิใช่ 2 กรรม

ฎีกาที่ 7880/2547  หลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายผู้เสยหายที่ 2 และที่ 3 แล้ว  จำเลยทั้งสองหลบหนีไป  โดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4  จอดอยู่ที่ป้อมตำรวจ  หากจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ไปโดยทุจริตก็สามารถทำได้  แต่จำเลยที่ 2 กลับไปจอดไว้ที่ป้อมตำรวจ  แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเพียงใช้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 เป็นยานพาหนะหลบหนีเท่านั้น  หาได้มีเจตนาเอาไปโดยทุจริตไม่  จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4

                (ข)  เหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานลักทรัพย์ (ม.๓๓๕ )

(๑)  ในเวลากลางคืน

· ดูนิยาม ม.๑(๑๑)

ฎีกาที่  ๕๔๘ / ๔๘  กระบือ ๑๓ ตัว หายไปจากทุ่งเลี้ยงตั้งแต่เวลาประมาณที่ยงวัน น. พยานโจทก์ไปตามคืนมาได้ ๑๓ ตัว เมื่อประมาณเวลา ๑๗ นาฬิกา แสดงว่ากระบือ ๒ ตัว สูญหายไปในเวลากลางวัน แม้จะมีการขนถ่ายขึ้นรถยนต์บรรทุกของ ณ. ในตอนค่ำ ก็เป็นเวลาหลังจากการลักกระบือสำเร็จลง เหตุจึงมิได้เกิดในเวลากลางคืน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ( ๗ ) วรรคสาม ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ

(๒) ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้การระเบิด อุทกภัย – หรือที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟหรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสารฯ

ฎีกาที่ ๔๐๒/๒๕๔๖ การลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ ต้องเป็นอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น  ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๒) วรรคแรกได้

(๓)  โดยทำอันตรายหรือผ่านสิ่งกีดกั้นฯ

ฎี.๓๐๐๕/๒๕๔๓  วินิจฉัยว่า “แม้รถกระบะไม่ปรากฏร่องรอยงัดฟังไม่ได้ว่าทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แต่การที่จำเลยจะเข้าไปในรถกระบะถือว่าเป็นการผ่านสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์แล้ว” (ควรเปรียบเทียบฎีกาที่ ๒๔๔๗/๒๕๒๗) วินิจฉัยว่าไม่ผิด ๓๓๕(๓))

(๗)  โดยมีอาวุธ – หรือโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ ๒ คน ขึ้นไป

·  “อาวุธ” ดูบทนิยาม ม.๑(๕)

·  แต่ถ้าเป็นอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด  ผู้มีหรือใช้จะต้องรับ

โทษตาม ม.๓๓๖ ทวิ  (เหตุเฉพาะตัวตาม ม.๘๙) –ส่วนผู้ร่วม

กระทำความผิดอื่นก็คงต้องรับโทษเพียงตามม.๓๓๕(๗)

(เป็นเหตุในลักษณะคดีตาม ม.๘๙)

(๘)  ในเคหสถาน-สถานที่ราชการฯ ที่ตนเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

(A)  “เคหะสถาน” ดูบทนิยาม ม.๑(๔)

·  ต้องเป็นการเข้าไปทั้งตัวจึงจะผิดมาตรา ๓๓๕(๘)

ไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย (สังเกต คำว่า “ที่

ตนได้เข้าไป”

·  ต้องเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาต

จากเจ้าทรัพย์  ถ้าเข้าไปโดยได้รับอนุญาตจากเจ้า

ทรัพย์แล้วมีเถยจิตลักทรัพย์ ไม่ต้องด้วย ม.๓๓๕(๘)

(สังเกตุคำว่า “เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต)

(B)  “สถานที่ราชการ” หมายเฉพาะสถานที่หรือบริเวณที่มี

การปฏิบัติราชการเท่านั้น

  • ·ฎ.๒๘๔๕/๒๕๔๓  การเข้าไปลักทรัพย์ในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยไม่ใช่กรณีตาม ม.๓๓๕(๘) เพราะโรงอาหารอยู่นอกบริเวณที่ปฏิบัติราชการ

   ฎ. ๕๑๕๒/๔๘ สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคเป็นเพียงสถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถของนักศึกษา  ผู้มาติดต่อราชการ  ตลอดจนข้าราชการในวิทยาลัยเท่านั้น  หาใช่เป็นสถานที่ซึ่งใช้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในวิทยาลัยโดยตรงไม่  การที่จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากบริเวณสถานที่จอดรถดังกล่าว  จึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335(8)  วรรคแรก  จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 เท่านั้น  ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา  ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง  ประกอบมาตรา 225

  • ·ฎ.๑๒๔๓/๒๕๔๕  สำนักงานประปาสงขลา เป็นรัฐวิสาหกิจมิใช่สถานที่ราชการ  ดังนั้นการลักสายไฟ ณ สถานที่ดังกล่าว จึงมิต้องด้วยกรณีนี้

(๙)  ในยวดยานสาธารณะฯ – หรือในสถานที่บูชาสาธารณะฯ

·  การลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะนี้  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ตัวผู้กระทำความผิดไม่จำเป็นต้องอยู่ในยวดยานสาธารณะนั้น

ฎี.๑๐๘๔/๒๕๓๐  จำเลยยืนอยู่นอกรถยนต์โดยสารประจำทางใช้กำลังประทุษร้ายดึงตัวผู้เสียหายให้ลงมาจากรถ  แล้วบังคับเอาทรัพย์จากผู้เสียหายเช่นนี้การชิงทรัพย์ได้เริ่มเกิดตั้งแต่จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายในขณะที่ผุ้เสียหายยังอยู่บนรถ  ซึ่งเป็นการกระทำที่ตอเนื่องไม่ขาดตอนกับการบังคับเอาทรัพย์ จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๓๓๕ (๙) (เคยเป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบเนติฯ”๕๓)

– ศาลาการเปรียญไม่ใช่สถานที่บูชาสาธารณะ ฎ.๔๒๘๔/๔๗

ฎ. 4284/2547  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ ให้ความหมายของคำว่า ศาลาการเปรียญหมายถึงศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญจึงหาใช่สถานที่บูชาสาธารณะตามความหมายแห่งบทบัญญัติ ป.อ.มาตรา 335(9) วรรคแรก คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า พระยอดขุดพลของกลางที่จำเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณเสาของศาลาการเปรียญ การะทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 335(8) แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหานี้ไว้ด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานี้ได้

(๑๐)  ทรัพย์สินที่ใช้ หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์

ฎี.๒๙๙๕/๒๕๔๕  เงินที่จำเลยทั้งสามลักเอาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อประโยชน์ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๕(๑๐)

หมายเหตุ เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8922/2546  แม้การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันงัดเครื่องโทรศัพท์สาธารณะและกล่องใส่เหรียญในเวลากลางคืนอันเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตาม ป.อ.มาตรา 360 ก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวมีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากกล่องใส่เหรียญโทรศัพท์เป็นหลัก อันเป็นความผิดลักทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 335 (1)(3)(7)(10) กรณีจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 335 (1)(3)(7)(10) วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ.มาตรา 90

(๑๑)  ที่เป็นของหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างฯ

                                             (ฎี.๕๙๘๐-๑/๒๕๓๙ :ถือเป็นเหตุส่วนตัว ตามมาตรา ๘๙ )

(ค)             ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ (ม.๓๓๖)

-การวิ่งราวทรัพย์ที่ต้องด้วยเหตุฉกรรจ์อย่างหนึ่งอย่างใดตามม.๓๓๕ เช่น วิ่งราวทรัพย์ในเวลากลางคืน  ต้องลงโทษตามม.๓๓๕(๑) วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักตามม.๙๐ (ฎ.๕๐๓/๗๑)*หาใช่บทเฉพาะหรือบททั่วไปแต่อย่างใดไม่

-จำเลยถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหาผู้เสียหาย  ห่างประมาณ 2 เมตร ผู้เสียหายตกใจวิ่งหนียังไม่เป็นการขู่เข็ญ เมื่อกระชากสร้อยข้อมือที่ผู้เสียหายสวมอยู่จึงเป็นเพียงวิ่งราวทรัพย์ ฎ.๑๐๖๐/๔๕

ฎี.๑๐๖๐/๒๕๔๕  จำเลยเพียงแต่ถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหยุยืนอยู่ห่างผู้เสียหายประมาณ ๒ เมตร และขณะที่ผู้เสียหายตกใจวิ่งหลบหนี จำเลยวิ่งไล่ตามไปจนทันแล้วกระชากสร้อยข้อมือที่ผู้เสียหายสวมอยู่จนขาดติดมือจำเลยไป  โดยไม่ได้ใช้มีดจี้ขู่เข็ญหรือแสดงท่าทีให้เห็นว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้มีดแทงประทุษร้ายผู้เสียหาร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์  และการที่จำเลยกระชากสร้อยข้อมือที่ผู้เสียหายสวมอยู่เป็นเพียงการบักเอาทรัพย์สินไปจากความครอบครองของผู้เสียหายเท่านั้นไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของกฎหมายแต่อย่างใด  การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  แต่ผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน  โดยมีอาวุธและโดยใช้พาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดเท่านั้น

        (ง ) เหตุฉกรรจ์ที่เป็นบทเพิ่มโทษของความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ (ม.๓๓๖ทวิ)

ฎีกาที่ 1610/2546  จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันลักมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา 1 อัน และนอตขันแท่นเครื่องยนต์ 3 ตัว ของผู้เสียหายไป โดยการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถาน ทรัพย์ที่ลักเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมและเป็นการกระทำผิดโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์ที่ถูกลักนั้นไป จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 335 (1) (7)  (8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ

ฎีกาที่ 1486/2546  การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ นั้น ต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นส่วนสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากจับกุมหรือไม่ เมื่อจำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาเอาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ.มาตรา 336 ทวิ คงผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 334

               (๓.๒)  ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ (ม.๓๓๗-๓๔๐, ๓๔๐ตรี)

(ก)  ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ (ม๓๓๗)

ฎี.๔๔๕/๒๕๓๗   จำเลยใช้มีดจี้ผู้เสียหายและดึงสร้อยคอจากคอผู้เสียหาย  เมื่อผู้เสียหายส่งเสียงดังจำเลยก็พูดว่าไม่ต้องร้องคืนสร้อยให้แล้ว  แล้วจำเลยก็คืนสร้อยให้ผู้เสียหาย  ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่ากระทำเพื่ออยากลองและนึกสนุก  แสดงว่าจำเลยกระทำโดยมิได้เจตนาประสงค์ต่อทรัพย์  การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แต่เป็นความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ

หมายเหตุ ๑. แต่มีฎีกาที่ ๑๑๖๑/๒๕๔๓ วินิจฉัยว่า “ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เนื่องจากมิได้ขู่จะทำร้ายผู้เสียหาย และให้ส่งเงินให้แก่จำเลยในภายหลัง ฎีกานี้คงมิได้หมายความว่า ความผิดฐานกรรโชก จะต้องเป็นการขู่บังคับให้ส่งมอบประโยชน์ในภายหลังคนละเวลากับการขู่ว่าจะทำอันตราย หรือใช้กำลังประทุษร้ายเท่านั้น  มิฉะนั้นขู่ว่าจะจับ ขู่ว่าจะเอารถยนต์ จึงมีการส่งมอบเงินให้ในทันทีไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก  ซึ่งมีฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานกรรโชก  ตัวบทมาตรา ๓๓๗ ก็มิได้บัญญัติว่าจะต้องมอบประโยชน์ในภายหลังเพียงแต่มีความผิดฐานชิงทรัพย์จะต้องเป็นเรื่องใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้น จะใช้กำลังประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอนกับลักทรัพย์เท่านั้น  แต่มิได้หมายความว่า  ถ้าได้ทรัพย์ไปในทันใดจะเป็นความผิดฐานกรรโชกไม่ได้ ดูฎีกาที่ ๑๘๔๔/๒๕๓๖ ดังนั้นทั้งสองความผิดนี้อาจซ้อนกันได้  แต่ถ้าเป็นกรณีขู่บังคับว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สิน, เสรีภาพ, ชื่อเสีย ให้ส่งมอบทรัพย์ให้ในทันที จะเป็นได้แต่ความผิดกรรโชกเท่านั้น เพราะไม่มีการขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์

๒. ในกรณีที่มีการใช้กำลังประทุษร้าย  แต่สิ่งที่ส่งมอบให้นั้นเป็นประโยชน์ในลักษณะทรัพย์สิน มิใช่ทรัพย์แม้จะส่งมอบให้ในทันที ย่อมเป็นความผิดฐานกรรโชก  เช่น ใช้กำลังทำร้ายให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงินเป็นต้น ดูฎีกา ๒๖๔๕/๒๕๔๓

ฎีกาที่ 2645/2543  จำเลยที่ 1 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหาย จำต้องลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ 2 พูดกับผู้เสียหายว่า คิดจะโกงหรืออย่ามาเล่นกับฉันนะ ในขณะที่จำเลยที่ 1 กระชากคอเสื้อผู้เสียหายอยู่ และต่อมาจำเลยที่ 1 ต่อยที่บริเวณหางคิ้วซ้ายผู้เสียหายจนบาดเจ็บเลือดออก และพูดกับผู้เสียหายว่า ให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน มิฉะนั้นจะเจ็บตัวอีก ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมลงลายมือชื่อว่าเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงิน สัญญากู้เงินก่อให้เกิดสิทธิในหนี้ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินแก่ผู้ให้กู้ จึงเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่ผู้ให้กู้ เมื่อจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งสัญญากู้เงินจากการข่มขืนใจโดยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายให้ยอมลงลายมือชื่อว่า เป็นผู้กู้เงินจากจำเลยที่ 2 อันเป็นการได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแล้วจึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดฐานกรรโชกและทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย

ฎี.๑๓๑/๒๕๔๖  จำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้าน จำเลยที่ ๑ บอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยของร้าน ต้องการเงิน ๕,๐๐๐ บาท เป็นค่าดูแล ผู้เสียหายรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงเดินไปหลังร้านโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจแต่ไม่ติด  เมื่อเดินออกมาหน้าร้านก็เห็นจำเลยทั้งสี่เดินขึ้นรถกระบะไป  จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ เพียงแต่อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลร้านเท่านั้น  ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ก็ได้ คำพูดของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหาย ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗

ฎี.๑๒๘๐/๒๕๔๓  จำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้โทรศัพท์ไปข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ยอมมอบเงินและรถยนต์แก่ตน  โดยพูดขู่เข็ญว่าจะนำเรื่อผู้บริหารของบริษัท ท. ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตามข่าวในหนังสือพิมพ์ ม. ไปอภิปรายให้รัฐสภาและให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์ อันเป็นการทำอันตรายต่อชื่อเสียและทรัพย์สินของ บริษัท ท. ซึ่งมี ป. เป็นประธานกรรมการบริษัทและมีโจทก์ร่วมเป็นผู้ช่วยบริหารงานของบริษัท จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมยอมจะให้เงินสด ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท กับรถยนต์กระบะ ๑คัน แก่จำเลยตามที่ต่อรองตกลงกัน  การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก (โจทก์ไม่ได้บรรยายขอให้ลงโทษตาม มาตรา ๓๓๘)

ฎี.๔๔๑๐/๒๕๔๓  จำเลยที่ ๑ เรียกร้องเงินจากผู้เสียหายจำนวน

๕๐,๐๐๐ บาท  แต่ผู้เสียหายไม่มีเงิน  จึงขอสร้อยข้อมือกับสร้อยคอทองคำแทนแม้จำเลยที่ ๑ จะไม่รับทองคำแต่มีการควบคุมตัวผู้เสียหายกับพวกไปร้านอาหารแห่งหนึ่ง และต่อมาได้ปล่อยตัวผู้เสียหาย  เพื่อให้ไปขายทองคำและหาเงินมาให้โดยควบคุมตัวสามีและบุตรของผู้เสียหายไว้  ถือได้ว่าผู้เสียหายยินยอมให้เงินแก่จำเลยทั้งสองตามที่เรียกร้องแล้ว  แต่ในขณะนั้นผู้เสียหายไม่มีเงินจึงยินยอมให้สร้อยข้อมือกับสร้อยคอทองคำแทน  แม้จำเลยทั้งสองไม่รับ ก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกแล้ว

(ข)  ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ (ม๓๓๗)

                (ค)  ความผิดฐานชิงทรัพย์ (ม.๓๓๙)

ฎีกาที่ 2751/2546  หลังจากจำเลยปลดสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยลากโจทก์ร่วมไปกลางกระต๊อบเพื่อไม่ให้คนเห็น แล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโดยชกปากชกท้องโจทก์ร่วม และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ความผิดฐานชิงทรัพย์จึงสำเร็จตั้งแต่จำเลยปลดเอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไปแล้ว เจตนาข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นภายหลังการชิงทรัพย์สำเร็จแล้ว บาดแผลที่ริมฝีปากของโจทก์ร่วมตามผลการชันสูตรบาดแผลเกิดจากากรข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย ไม่ได้เกิดจากการชิงทรัพย์ ส่วนที่ข้อมือทั้งสองข้างของโจทก์ร่วมมีรอยแดง ๆ เชื่อว่าเกิดจากจำเลยใช้สายกางเกงของโจทก์ร่วมมัดข้อมือทั้งสองข้างของโจทก์ร่วมไว้ ถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อสะดวกในการลักเอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมอันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่อาการบาดเจ็บเพียงรอยแดง ๆ ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 339 วรรคแรก

ฎี.๑๙๑๕/๒๕๔๓  จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งระหว่างทางมีการบังคับให้ผู้เสียหายเข้าไปในกระท่อมแต่ผู้เสียหายไม่ยอม จำเลยที่ ๒ เอามือรัดคอผู้เสียหายและดึงเอากุญแจมาส่งให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่เมื่อมีคนขับรถจักยานยนต์รับจ้างเข้ามาช่วย จำเลยทั้งสองก็เอารถจักรยานยนต์ของผุ้เสียหายขับหลบหนีไป  ก่อนจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์หลบหนี้ไป มีจำเลยคนหนึ่งพุดว่าให้ผุ้เสียหายไปเอารถจักรยานยนต์คืนที่โรงเรียนวัด บ. แสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองเพียงต้องการนำรถจักรยานยนต์คันที่ผุ้เสียหายขับไปใช้ชั่วคราวโดยตั้งใจจะคืนให้ภายหลัง  มิได้กระทำเพื่อเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ตลอดไป  จึงมิใช่เป็นการกระทำที่ถือว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป  อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์

ฎี.๗๓๐/๒๕๐๙ จ.ถือขวาน ส. ถือมีดยืนขวางทางจับแฮนเดิลรถจักรยานยนต์ของเด็กชาย ค. จ. บอกให้แก้ห่อหนังสือออกและพูดว่าให้รถกูเถอะ ไม่ได้ความว่าถือขวานและมีดจะทำร้าย  แม้เด็กจะกลัวก็ไม่ใช่ว่าเพราะ จ ขู่ให้กลัวว่าจะทำร้าย เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีอาวุธไม่เป็นปล้นทรัพย์

หมายเหตุ  ในเรื่องนี้อาจจะมีความเห็นไปอีกทางหนึ่งได้  เพราะการที่ชายสองคนถือมีดถือขวานมาและกระทำต่อเด็กตามความรู้สึกนึกคิดของคนทั่ว ๆ ไป น่าจะเห็นได้ว่าเป็นกิริยาอาการที่ขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว  และมีคำพิพากษาฎีกาอื่น ๆ อีก เช่น ชักเหล็กขูดชาฟท์ที่พกติดตัวออกมาวางที่ตักแล้วเอาทรัพย์ในกระเป๋าเสื้อไป  เป็นการขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว (ฎีกาที่ ๔๑๓๐๑๒๕๒๘) หรือ ป. กับพวก ๕ คน มีปืนและพร้าครบมือขึ้นเรือน อ. และเรือนคนอื่น ๗ หลัง เวลา ๑๐ นาฬิกา เก็บทรัพย์ไปเวลานั้นมี อ. และภริยาอยู่บ้านคนอื่นไม่อยู่ อ. วิ่งหนี เป็นกิริยาขู่เข็ญอยู่แล้วโดยไม่ต้องออกวาจาหรือลงมือทำร้าย (ฎีกาที่ ๙๐/๒๔๙๗) การถือดาบที่น่ากลัวเกรงเป็นการขู่เข็ญอยู่ในตัวไม่ต้องพูดออกมาก็เป็นการขู่เข็ญแล้ว (ฎีกาที่ ๑๐๑๗/๒๔๘๐)  หรือในกรณีที่ ก. กับพวก ๖ คน มีขวานและไฟตรงเข้ามาที่ จ. นอน จ.กลัวจึงหนีไป ก. กับพวกจึงเก็บเอาทรัพย์ไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากริยาที่ถือขวานเข้ามาในเรือนเวลาค่ำคืน ไม่ต้องพูดอะไรก็เป็นการขู่เข็ญ (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๔๘๖)

ฎี.๒๘๖/๒๕๔๖  แม้จำเลยมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เดินเข้าหาผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องดึงสร้อยคอทองคำโยนทิ้ง บ่งบอกให้เห็นว่าจำเลยแสดงอาการขู่เข็ญผู้เสียหายแล้ว โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยจะได้พูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายหรือไม่ และเมื่อผู้เสียหายโยนสร้อยคอทองคำทิ้งเพื่อมิให้จำเลยแย่งเอาไปได้ จำเลยยังใช้มีดปลายแหลมจ่อที่หน้าอกผู้เสียหายอีก  กรณีถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืนต่อการที่จำเลยจะลักเอาสร้อยคอทองคำ และเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้ว  การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ตาม ป.อ.มาตรา 339 วรรคสาม(ข้อเท็จ จริงตามฎีกายังปรากฏด้วยว่าจำเลยใช้มีดขู่ ผู้เสียหายปัดได้รับบาดเจ็บจึงเป็นวรรคสาม)

หมายเหตุ      แต่ก็มีฎีกาที่ 1060/2545  ถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหาผู้เสียหาย  ห่างประมาณ 2 เมตร ผู้เสียหายตกใจวิ่งหนีกลับวินิจฉัยว่ายังไม่เป็นการขู่เข็ญ

ฎี.๖๐๐/๒๕๔๔  ผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสอง กำลังลักเอามะม่วงอยู่ และกำลังจะนำมะม่วงที่เด็ดจากขั้วไว้แล้วออกไปนอกสวน  ผู้เสียหายจึงเข้าจับกุมตัวจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่าเหตุการณ์ตอนนี้การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ยังดำเนินอยู่ไม่ขาดตอน จำเลยที่ 2  ซึ่งในตอนแรกได้วิ่งหลบหนีไปสักครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับถือท่อนไม้ไผ่ตรงเข้าเงื้อจะตีทำร้ายผู้เสียหาย และในทันทีนั้นได้พูดขู่ผู้เสียหายว่า “ วางเมียผมเดี๋ยวนี้ หากไม่วางจะตีพ่อใหญ่ให้ตาย”  ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้พูดขู่เข็ญผู้เสียหายว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เสียหายปล่อยตัวจำเลยที่ 1 ให้พ้นจากการจับกุม อันเป็นการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์

ฎี.๖๙๑๗/๒๕๔๒  เมื่อกรณียังมีข้อสงสัยต้องฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยยังมิได้เอาไก่ชนของผู้เสียหายออกจากสุ่มไก่ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ไก่ชนติดอยู่ภายใน ไม่สามารถนำออกไปได้…. การกระทำของจำเลยอยู่ในขั้นพยายามลักทรัพย์ เมื่อจำเลยใช้ฉมวกขู่เข็ญว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงเป็นความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ ตาม ป.อาญามาตรา 339 วรรคสอง

หมายเหตุ   ตามฎีกานี้ พอจะเปรียบเทียบได้กับการล้วงเงินออกจากกระเป๋ากางเกง  ตราบใดที่เงินยังไม่พ้นจากขอบปากกระเป๋า จึงอยู่ในขั้นแยกทรัพย์ ย่อมเป็นแค่พยายาม(ม.ล.ไกรฤกษ์ฯ)…แต่ผู้เขียนเห็นว่ากระเป๋ากางเกงไม่ใช่อุปกรณ์หรือเครื่องพันธนาการของเงินหรือกระเป๋าเงิน  ดังนั้นแม้จะล้วงเงินหรือกระเป๋าเงินยังไม่พ้นจากขอบปากกระเป๋ากางเกง ก็เป็นผิดสำเร็จแล้ว(ฎ.)

ฎีกาที่ 8701/2547(ม.1(6),89,91,298,335,340ตรี) หลังจากจำเลยทั้งสองรุมทำร้ายจนโจทก์สลบแล้ว  จำเลยที่ 2 จึงกระชากสร้อยคอของโจทก์ร่วมส่งให้จำเลยที่ 1  แสดงให้เห็นว่า  เมื่อแรกวางแผนลวงโจทก์ร่วมมายังที่เกิดเหตุจนกระทั่งรุมทำร้ายโจทก์ร่วมสลบนั้น  จำเลยทั้งสองยังไม่มีเจตนาจะเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วม  แต่หลังจากหยุดทำร้ายโจทก์ร่วมแล้ว  จำเลยที่ 2 จึงเกิดเจตนาโลภปลดทรัพย์ของโจทก์ร่วมส่งให้จำเลยที่ 1  แล้วพากันหลบหนี  เจตนาต่อทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นคนละตอนคนละเจตนากับการลวงโจทก์ร่วมมาทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส  บาดแผลของโจทก์ร่วมจึงมิได้เกิดจากการมีเจตนาต่อทรัพย์ของโจทก์ร่วม  แม้ภายหลังจำเลยที่ 2  จึงใช้แรงกายภาพกระชากสร้อยไปจากคอโจทก์ร่วม  แต่สร้อยคอและสร้อยข้อมือของโจทก์ร่วมเป็นสร้อยเส้นเล็กจึงค่อนข้างขาดง่าย  สภาพบาดแผลที่คอโจทก์ร่วมไม่มีร่องรายบาดแผลจากการถูกสร้อยบาดตามแรงกระชากที่จำเลยที่ 2  กระทำต่อทรัพย์ปรากฏให้เห็น  แสดงว่าแรงกายภาพที่จำเลยที่ 2  กระทำนั้นไม่ถึงกับอันตรายต่อกายของโจทก์ร่วม  สภาพเช่นนี้ไม่พอให้ถือว่าเป็นการประทาร้ายแก่กายของโจทก์ร่วมตาม ป.อ. มาตรา 1(6) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

                                (ง)  ความผิดฐานปล้นทรัพย์ (ม.๓๔๐)

–         การปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (ม.๓๔๐ ว.๓)  หรือถึงแก่ความตาย (ม.๓๔๐ ว.ท้าย) นั้น  ต้องเป็นการกระทำต่อ “ผู้อื่น” ที่มิใช่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยกัน (ฏี.๑๙๑๗/๒๕๑๑, ๒๔๖๑-๒/๒๕๒๑)…ต้องเป็นผลจากการยิงต่อเนื่องจากการปล้นทรัพย์ หากการปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคท้าย(ฎ ๑๔๘๑ / ๔๘)

–         ถ้ามีการฆ่าเจ้าทรัพย์ หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ผู้กระทำอาจจักต้องรับโทษตาม ม.๒๘๙(๖)-(๗) ด้วย

ฎีกาที่  ๑๔๘๑ / ๔๘  คำให้การในชั้นสอบสวน ส และ ช  แม้จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดในระหว่างผู้ต้องหาด้วยกัน แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การเช่นว่านี้เสียทีเดียว หากการซัดทอดมีเหตุผลรับฟังได้ศาลก็มีอำนาจรับฟังประกอบการพิจารณาได้ ทั้งคำให้การดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุจูงใจว่าให้การเพื่อให้ตนพ้นความผิดหรือได้รับประโยชน์แต่อย่างใด ศาลจึงรับฟังคำให้การเพื่อให้ตนพ้นความผิดหรือได้รับประโยชน์แต่อย่างใด ศาลจึงรับฟังคำให้การของ ส และ ช ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกในการปล้นทรัพย์ แต่ผู้เสียหายและผู้ตายมิได้ถูกยิงในขณะจำเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่ถูกยิงขณะจำเลยกับพวกพาผู้เสียหายและผู้ตายไปห่างไกลจากที่เกิดเหตุปล้นถึง ๔ กิโลเมตร และอยู่ในท้องที่ต่างตำบลกับพื้นที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายและผู้ตายถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงแก่ความตาย จึงมิใช่เป็นผลจากการยิงต่อเนื่องจากการปล้นทรัพย์ การปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคท้าย ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาด้วยความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกาที่ 9241/2547  จำเลยกับพวกนำธูปซึ่งมีส่วนผสมของสิ่งของบางอย่างที่ทำให้มึนเมาออกมาให้โจทก์ร่วมและ บ. ดม ทำให้โจทก์ร่วมเกิดอาการมึนศีรษะ เป็นเหตุให้อยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยกับพวกอีก 2 คน ได้ลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ถือได้ว่าเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์และการพาทรัพย์นั้นไป เมื่อร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์

อาการมึนศีรษะที่โจทก์ร่วมและ บ. ได้รับหลังจากดมธูปที่จำเลยกับพวกนำมาให้ดม จนจำเลยกับพวกบอกให้ทำอะไรก็ทำให้ทุกอย่าง ทั้งหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมและ บ. ก็ยังอาเจียนออกมาเป็นเลือดจนแพทย์ต้องฉีดยาให้นั้น ย่อมเป็นการบ่งชี้ชัดแจ้งแล้วว่าธูปนั้นมีสารพิษ ซึ่งเป็นโทษแก่ร่างกายและจิตใจ หากสูดดมแล้วจะทำให้เกิดอาการมึนเมาถึงขนาดตกอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่จำเป็นต้องนำพยานผู้ชำนาญการพิเศษมาสืบอีก

ฎีกา 9251/2547  จำเลยกับพวกอีก 5 คน มีเจตนาที่จะเอาเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลม ซึ่งจำเลยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปเพื่อเป็นประโยชน์ของตน โดยเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ยินยอม เมื่อจำเลยกับพวกขนเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลมขึ้นบนรถยนต์กระบะ ถือได้ว่าการลักทรัพย์สำเร็จอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ในเวลาต่อเนื่องกัน บ. เจ้าของรวมคนหนึ่งที่รู้เห็นการกระทำของจำเลยกับพวก ได้เข้าขัดขวางโดยขึ้นไปบนรถยนต์กระบะเพื่อเอาเครื่องปั๊มลมกลับคืน จึงถูกจำเลยผลักและพวกของจำเลยใช้เสียมตีที่ศีรษะเป็นเหตุให้ บ. หมดสติไป การที่จำเลยกับพวกอีก 5 คน ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย บ. ขณะที่การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน ย่อมถือได้ว่าเป็นการชิงทรัพย์ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว

หมายเหตุ โดยหลักกฎหมายแพ่งแล้วเจ้าของรวมคนหนึ่งครอบครองทรัพย์ย่อมถือว่าครอบครองแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วย เมื่อเอาทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวจึงผิดยักยอก ฎ.๗๐๗๗/๔๗…แต่หากข้อเท็จจริงชัดเจนว่าเจ้าของรวมบางคนไม่ร่วมครอบครองด้วยและมาเอาทรัพย์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวย่อมผิดลักทรัพย์ได้ ฎ.๙๒๕๑/๔๗

(จ)  เหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ (ม.๓๔๐ ตรี)

***ฎี.๕๘/๒๕๔๖  ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง รถจักรยานยนต์ ล้มทับขาผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมามีเจตนาจะลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแต่แรก จึงใช้อุบายทำทีเข้ามาช่วยเหลือหลอกลวงว่าจะพาไปส่งบ้าน  ขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามกันไป การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน แม้ว่าเมื่อถึงบริเวณทางแยก จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์ ของผู้เสียหายลับสายตาไปแล้ว แต่ผู้เสียหายยังไม่ละการติดตาม โดยบอกจำเลยที่ 3 ให้หยุดรถ เพื่อแจ้งศูนย์วิทยุติดตามจำเลยที่ 2 อีกทางหนึ่ง ทั้งคนร้าย คือ จำเลยที่ 3 ก็ยังอยู่กับผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 3 ใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ศอกตวัดกระแทกผู้เสียหายจนตกจากรถจักรยานยนต์ ก็เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือการพรทรัพย์นั้นไป  และกรณีไม่ใช่การกระทำของจำเลยที่ 3 โดยลำพัง เพราะพฤติการณ์ที่ จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ ย้อนกลับมายังจุดที่นัดหมายกันไว้ ย่อมเป็นการแสดงชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์

หมายเหตุ  เรื่องนี้แม้จะไม่เจตนาช่วยเหลือตั้งแต่แรก แค่การใช้อุบายโดยทำทีเป็นให้ความช่วยเหลือ ก็เพียงเพื่อให้ผู้เสียหายมอบการยึดถือรถจักรยานยนต์ให้ มิใช่ให้จำเลยที่ 2 ครอบครองแทนแต่อย่างใด จึงเป็นลักทรัพย์ โดยใช้กลอุบาย เมื่อมีการใช้ประทุษร้ายเพื่อความสะดวกในการพาทรัพย์นั้นไป จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

ฎีกาที่ 8523/2547  การที่จำเลยกับพวกนำรถจักรยานยนต์มาที่บริษัทผู้เสียหายในครั้งแรกนั้นก็เพื่อให้ผู้เสียหายจัดไฟแนนซ์รถจักรยานยนต์ให้ จึงมิใช่เป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด ต่อมาหลังจากจำเลยกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บแก่กายแล้วล้วงเอาเงินในกระเป๋าเสื้อของผู้เสียหายไป จากนั้นจำเลยใช้มีดแทงหลังกับจับศีรษะผู้เสียหายกระแทกกับโถส้วมหลายครั้งจนผู้เสียหายหมดสติไป การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ.มาตรา 339 วรรคสามเท่านั้น

ฎีกาที่  ๑๖๒๘ / ๔๘  จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดต้องตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ วรรคท้าย ๓๔๐ ตรี แต่มาตรา ๓๔๐ ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษ ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ต้องได้รับโทษประหารชีวิตตามมาตราตามมาตรา ๓๔๐ วรรคท้าย กรณีไม่มีทางที่จะวางโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๓๔๐ ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา ๓๔๐ ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยคงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ วรรคท้ายเท่านั้น

                (๓.๓)  ความผิดฐานฉ้อโกง และโกงเจ้าหนี้(ม.๓๔๑-๓๔๓, ๓๔๗,๓๔๙-๓๕๐)

(ก) ม.๓๔๑ ฉ้อโกงธรรมดา

ฎีกาที่ 5319/2547  การที่ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำนำ เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำได้ออกหลักฐานให้ผู้เสียหายว่า เป็นการ “ขายฝาก” โดยมีกำหนดไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายใน 1 เดือน กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอที่รับจำนำไว้จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำจนกว่าผู้เสียหายจะไถ่คืน ดังนั้น การที่จำเลยนำหลักฐานที่เจ้าของร้านทองออกให้แก่ผู้เสียหายไปขอไถ่สร้อยคอของผู้เสียหายจากผู้รับจำนำโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่าตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตุให้ผู้รับจำนำหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอของผู้เสียหายให้จำเลยไป เป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ.มาตรา 341 แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกง ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอ

ฎี.๖๓๓/๒๕๔๖  การที่จำเลยทั้งสามกับ ย. ใช้อุบายทำทีไปติดต่อซื้อผ้าจากโจทก์ร่วม ทั้งที่จำเลยทั้งสาม และ ย. มิได้เตรียมเงินมาให้พร้อม จำเลยทั้งสามและ ย. หลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถที่เตรียมมาแล้ว จึงบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน 20,000.- บาท ส่วนที่เหลือให้ตามไปเก็บจาก ย. แต่บุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแลบุตรสาวภายในร้าน จำเลยทั้งสามและ ย. ก็พากันนำรถบรรทุกผ้าออกไปจากร้านโจทก์ร่วมทันที โดยยังมิได้ชำระเงินค่าผ้าให้แก่โจทก์ร่วม กรณีเห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งสามและ ย. ร่วมกันมีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสามและ ย. จะซื้อผ้าจริงมาตั้งแต่ต้น ด้วยการวางแผนการ เป็นขั้นตอนและไม่มีเจตนาจะไม่ใช้ราคาผ้า ให้แก่โจทก์ร่วมเลย และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้น จำเลยทั้งสาม กับ ย. ได้ผ้าไปจากโจทก์ร่วมผู้ถูกหลอกลวง การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341

ฎี.๘๑๐-๘๑๓/๒๕๔๔    จำเลยและนาง ท. หรือ ป. ได้ร่วมกันให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และจัดทำหลักฐาน เพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียม และอุปกรณ์อันเป็นเท็จให้แก่จ่าสิบเอก ส. จ่าสิบตรี ล. จ่าสิบเอก ศ. ร้อยเอก จ. จริง โดยจำเลยและนาง ท.หรือ ป. ได้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียม และอุปกรณ์อันเป็นเท็จ ซึ่งบุคคลทั้งสี่ได้รับจากผู้เสียหายทั้งสอง จึงเป็นกรณีร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกง กับบุคคลทั้งสี่

ฎี.4046/2536 เอกสารสัญญาที่เป็นเอกสารสิทธิ แม้จะเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวก็ถือว่าเป็นทรัพย์ จำเลยหลอกลวงเอาเอกสารสัญญาของโจทก์ไป จึงมีความผิดฐานฉ้อโกง

*ฎี.๖๘๖๓/๒๕๔๓ จำเลยอ้างกับผู้เสียหายว่า สามารถติดต่อกับคนร้ายไถ่รถยนต์คืน  ผู้เสียหายจึงมอบเงินค่าไถ่และค่าใช้จ่ายให้จำเลยไปซึ่งเป็นความเท็จ จำเลยผิดฐานฉ้อโกงแต่ไม่ผิดฐานรับของโจร เพราะจำเลยไม่ได้ช่วยคนร้ายจำหน่ายรถที่ลักไป

ฎี.๑๕๐๘/๒๕๓๘  ตั๋วเครื่องบินที่มีมูลค่าหรือราคาใช้ตามที่ปรากฏในตั๋ว เป็นตั๋วที่ผู้มีชื่อในตั๋วมีสิทธิที่จะใช้โดยสารเครื่องบินของสายการบินที่ปรากฏในตั๋ว จึงเป็นเอกสารสิทธิเพราะเป็นหลักฐานแห่งการก่อซึ่งสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)

จำเลยปลอมตั๋วเครื่องบินแล้วได้มอบให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว หรือมอบให้แก่ผู้อื่น ซึ่งจะนำไปมอบให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว  จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้มีชื่อในตั๋วต้องนำตั๋วไปใช้ในการเดินทาง และเมื่อตั๋วเครื่องบินปลอมได้ถูกนำไปใช้ในการเดินทางแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการใช้ตั๋วเครื่องบินปลอม และการจำเลยปลอมตั๋วเครื่องบินโดยเจตนาที่จะให้ผู้มีชื่อในตั๋วได้เดินทาง   โดยจำเลย หรือผู้มีชื่อในตั๋วได้เดินทางโดยจำเลยหรือผู้มีชื่อในตั๋วไม่ต้องจ่ายเงินค่าตั๋ว แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงเจ้าของสายการบินว่าจำเลยหรือผู้มีชื่อในตั๋วได้ชำระค่าตั๋วเครื่องบินแล้ว อันเป็นความเท็จ จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงเจ้าของสายการบิน…

หมายเหตุ   เรื่องนี้จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารอย่างแน่นอน  แต่ที่ศาลฎีกาตีความว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงเจ้าของสายการบิน เพราะทำให้ไม่ต้องเสียเงินค่าตั๋ว และทำให้ผู้โดยสารได้นั่งเครื่องบินฟรี (ซึ่งความจริงผู้นั่งได้จ่ายเงินค่าตั๋วให้จำเลยไปแล้ว) ก็มีปัญหาน่าคิดว่าการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งบริการหรือไม่ ถ้าการหลอกลวงได้ไปซึ่งการบริการ ก็ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง (ดูฎีกาที่ 1733/2516และฎีกาที่ 7264/2543 )

*ฎี.7264/2543 โจทก์ขับรถยนต์ของโจทก์จากอาคารจอดรถของจำเลยแล้วแสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง ๑๔ ต่อ น. พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าบริการจอดรถ โจทก์จึงไม่เสียค่าจอดรถแก่จำเลย โดยจทก์ทราบดีว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีข้อห้ามมิให้พนักงานนำรถขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถ และโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าวันเกิดเหตุมีการนำรถขึ้นไปจอดโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับการยกเว้นและโจทก์ควรจะแจ้งความจริงดังกล่าวให้ น. ทราบขณะยื่นบัตรจอดรถนั้นมิใช่กรณีที่ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิและความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ตอนแรก  กรณีจะต้องได้ความว่าผู้กระทำผิดได้ไปซววึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงโจทก์แสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง ๑๔ ต่อ น.เพื่อจอดรถโดยไม่ต้องเสียค่าจอดรถเท่านั้น โจทก์ได้รับผลเพียงการบริการจอดรถจากจำเลย โจทก์หาได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยไม่ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกง และมิได้เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย

*ฎ.๑๗๓๓/๑๖  จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่ารถยนต์ของจำเลยขัดข้องจึงว่าจ้างรถยนต์ผู้เสียหายไปส่งโดยจะให้ค่าขนส่ง ๑,๐๐๐ บาท  ผุ้เสียหายหลงเชื่อได้รับจ้างขนส่งให้  ดังนั้นจำเลยได้รับเพียงการขนส่งจากผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายจึงไม่ผิดฐานฉ้อโกง  ส่วนเงินค่าขนส่ง ๑,๐๐๐ บาทที่จำเลยไม่ได้ชำระให้ผู้เสียหายเป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายจะเรียกร้องจากจำเลยได้เมื่อขนส่งให้จำเลยถึงที่ที่ตกลงกันแล้ว  กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง

ฎี.๓๒๔๕/๒๕๔๕   จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกมีเจตนาที่ จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายตั้งแต่เบื้องต้น ส่วนการหลอกลวงว่า จะรับซื้อที่ดินจำนวนมากก็ดี หรือการหลอกลวงว่าจะพาไปซื้อรถยนต์ราคาถูกก็ดี ล้วนเป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลเอาเงินสดของผู้เสียหายไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่ความผิดฐานฉ้อโกงไม่

-หากผู้หลอกลวงเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นเอง  ย่อมไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง  เช่น จำเลยมอบน.ส.๓ ของจำเลยให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้  โจทก์ย่อมมีสิทธิยึดถือจนกว่าจะได้รับชำระหนี้  การที่จำเลยหลอกลวงให้โจทก์คืน น.ส.๓ แก่จำเลย  ย่อมไม่ผิดฐานฉ้อโกง ( ฎ.๑๔๕๕/๒๙ ขัด ฎ.๒๗๐๕/๓๓ )…และไม่ผิดฐานโกงเจ้าหนี้จำนำตามม.๓๔๙ เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้จำนำ (ศาลฎีกากลับแนว)

(ข)  ม. ๓๔๒- ๓๔๓ ฉ้อโกงมีเหตุฉกรรจ์และฉ้อโกงประชาชน

ฎี.๒๐/๒๕๔๖    การที่จำเลยนำ น.ส.3 ก. ที่ระบุชื่อ ส. และนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ ส. ที่เลอะเลือนมองเห็นไม่ชัด มาแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อขอกู้ยืมเงิน ผู้เสียหายหลงเชื่อว่า จำเลยคือ ส. เป็นความผิดฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น ตามมาตรา 342(1)

ฎี. 3074/2539 จำเลยชวนโจทก์ร่วมซื้อคอนโดมิเนียม ตึกแถว และที่ดินโดยยืนยันว่าอีก ๔ เดือน จะมีผู้ซื้อต่อ และจำเลยให้ผู้เสียหายทำพิธีเสริมดวงและเรียกค่าครู โดยยืนยันว่าจะทำให้ดวงดีขายตึกแถวที่ดินได้ หรือบุตรจะมีบุญบารมีสูงกว่าบิดามารดา ผู้เสียหายกับสามีจะไม่ต้องหย่ากัน ล้วนเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนทั้งสิ้น ไม่ใช่คำหลอกลวง แต่เป็นคำคาดการณ์ แม้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายเข้าทำพิธีตามคำแนะนำและเสียค่าใช้จ่ายให้จำเลยจำเลยก็ไมมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

                (ค) ม. ๓๔๙-๓๕๐ โกงเจ้าหนี้

ฎีกาที่ 5175/2547  เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในคดีที่โจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้และในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาวินิจฉัยว่ามีเหตุให้พิจารณาใหม่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้ที่ศาลแพ่ง แต่เพิ่งมาทราบเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2540 ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นอันยุติและผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นคู่ความ ด้วยเหตุนี้เอง การที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนที่ดินพาททั้งสามแปลงในกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่าในวันตามฟ้องดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้ ดังนั้นในขณะเหตุตามฟ้อง จึงไม่อาจฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันโอนทรัพย์โดยรู้ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ทั้งนี้มิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ.มาตรา 350

ฎี.256/2517 ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินอันเป็นสินสมรสของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับโอนที่ดิน และเป็นจำเลยร่วมในคดีนั้น ได้เอาที่ดินซึ่งพิพาทกันนั้นไปทำสัญญาขายฝากไว้กับจำเลยที่ ๒ มีกำหนดไถ่คืนภายใน ๓ เดือน แล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ดังนี้ จำเลยที่ ๑ มีเจตนาโอนที่พิพาทเพื่อมิให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐

ฎี. 870/2518 เจ้าของที่ดินตามโฉนดเอาที่ดินจดทะเบียนให้เช่าครอบครองที่ดินแทน ไม่เป็นการย้ายหรือโอนทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐

ฎี. 1017-8/2517 การที่จำเลยสละสิทธิไถ่ถอนการขายฝาก ไม่ใช่เป็นการย้ายหรือซ่อนเร้นหรือโอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐

(๓.๔)  ความผิดฐานยักยอก (ม.๓๕๒, ๓๕๓-๓๕๔)

                (ก)  ม.๓๕๒

A  ยักยอกธรรมดา

ฎีกาที่ 7077/2547 (มาตรา 1(1),352) จำเลยนำเงินที่โจทก์ร่วมและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนไปโดยอ้างว่ามีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนร่วมกัน  เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นหุ้นส่วนกัน  เงินที่จำเลยนำไปดังกล่าวจึงเป็นของผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจนกว่าจะมีการเลิกการเป็นหุ้นส่วนและการชำระบัญชี  ดังนั้น  แม้จำเลยจะมีความประสงค์จะเลิกเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ร่วม  แต่เมื่อยังไม่มีการตกลงเลิกหุ้น  ทั้งยังไม่มีการชำระบัญชีว่าเงินส่วนนี้จะเป็นของโจทก์ร่วมและจำเลยจำนวนเท่าใด  จำเลยจึงไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะนำเงินที่เป็นของหุ้นส่วนไปใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนตัว  เมื่อจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก็หลบหนีไม่ยอมกลับไปทำงานอีกจนเกือบหนึ่งปีจึงถูกจับกุม  ย่อมแสดงได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองเงินที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  ได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวนั้นไปเป็นของตนเองโดยทุจริต  จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก

 ฎีกาที่ 872/2547  ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยซึ่งเปิดร้านรับจ้างทำทองคำรูปพรรณ โดยนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำมาให้ทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำ แต่จำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น จึงตกลงจะใช้ค่าเสียหายด้วยการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ ซึ่งผู้เสียหายได้นำพระองค์อื่นมาให้เลี่ยมอีก 2 องค์ จำเลยเลี่ยมพระให้ผู้เสียหายเป็นค่าเสียหายไปแล้ว 1 องค์ ภายหลังจำเลยเห็นว่าค่าเสียหายสูงไปต้องการตกลงค่าเสียหายกันใหม่ ด้วยการยึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อหักหนี้กับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ดังนี้แสดงว่าจำเลยมีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อเจรจาต่อรองกันใหม่เกี่ยวกับค่าเสียหายที่เศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น หาได้มีเจตนาจะเบียดบังไว้เป็นของตนไม่

 ฎี.๕๔๓๗/๔๕  โจทก์มีอาชีพขายเครื่องประดับอัญมณี โจทก์นำเครื่องประดับอัญมณี ไปขายฝากหรือจำนำที่ห้างทอง พ. เป็นเงิน 3 ล้านบาทเศษ ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือโดยการไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้ ซึ่งแน่นอนว่าโจทก์ต้องมีหลักประกันที่น่าเชื่อถือให้แก่จำเลยที่ 1  เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ หรือจำเลยที่ 1 มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินจำนวนมากไปไถ่ทรัพย์สินให้โจทก์โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือหลักประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไถ่ทรัพย์สินมาแล้ว โจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้ ให้แก่จำเลยที่ 1 ทันทีเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ย่องเข้าลักษณะเป็นการจำนำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 747 จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำชอบที่ จะยึดของจำนำไว้ได้ทั้งหมด จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้  และค่าอุปกรณ์ครบถ้วน ตามมาตรา 758  ส่วนการที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินแก่บุคคลอื่นโดยโจทก์กำหนดราคาขายให้นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำจะช่วยขายทรัพย์สินทีจำนำให้แก่โจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่เรื่องตัวการตัวแทน ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินจำนำให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วหรือไม่ แต่กลับได้ความจากโจทก์เองว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ ชำระเงินเพื่อชำระหนี้จำนำทรัพย์สินดังกล่าว ให้เสร็จภายใน 30 วัน  อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินไปแล้วและยังไม่ได้ชำระเงินค่าทรัพย์สินส่วนที่เหลือจากการหักชำระหนี้จำนำคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งที่โจทก์ต้องฟ้องร้องขอชำระหนี้ที่จำนำหรือเรียกราคาทรัพย์สินคืนจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานยักยอก

ฎีกาที่ 268/36  โจทก์ร่วมซื้อบ้าน เลขที่ ๓๐๘ จากการขายทอดตลาด จำเลยเองก็ทราบเมื่อจำเลยอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ ๓๐๘ ก็ถือว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองบ้านดังกล่าวการที่จำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าบ้านที่จำเลยอาศัยอยู่ไม่ใช่บ้านเลขที่๓๐๘ แต่เป็นบ้านเลขที่ ๑๒๑ ของส. นั้น เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่ไม่ให้โจทก์ร่วมรื้อถอนบ้านเลขที่ ๓๐๘ เพื่อที่จำเลยจะได้รับประโยชน์ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการเบียดบังบ้านเลขที่ ๓๐๘ เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒

*หมายเหตุ แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นั้นอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดได้ เพราะอสังหาริมทรัพย์เคลื่อนที่ไม่ได้ จึงไม่อาจมีการ   “เอาไป” อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

คำถาม

A นายกลาวให้ นาย B และนาย C มีชื่อในโฉนดที่ดินแทนคนละแปลงโดยนาย B ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ยึดแทนด้วยการปลูกสวนส้ม ต่อมานาย D  ซึ่งเป็นนายทุนได้ติดต่อขอซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากนาย  B  และนาย Cนาย B และนาย Cได้ตกลงและจดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว    ให้กับนาย D

ให้วินิจฉัยว่า นาย B และนาย C ต้องรับผิดในทางอาญาหรือไม่อย่างไร

คำตอบโดยย่อ

– นาย  B  เข้าครอบครองแล้วเบียดบังจึงผิดมาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

– ***นาย C  ไม่ได้ครอบครอง แม้จะมีการเบียดบังก็ไม่ผิด มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก (ฎี. ๖๐๑๑/๓๑,๒๑๖/๒๙,๑๒๗๗/๔๑)

การลักอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจมีได้ เพราะอสังหาริมทรัพย์เคลื่อนที่ไม่ได้จึงไม่อาจมีการเอาไป อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ ได้

B  ยักยอกทรัพย์สินหาย (v.s. ทรัพย์สินที่เจ้าของทำตกหล่น ๓๓๔)

ให้โดยสำคัญผิด (Ex โอนเงินเข้าบัญชีผิด แล้วเจ้าของบัญชีเบียด

บังเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต)

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๓/๒๕๓๙ พนักงานของโจทก์ร่วมส่งมอบเงินให้แก่จำเลยที่นำเช็คมาเบิกเงินเกินจำนวนไป เนื่องจากมิได้ดูจำนวนเงินในเช็คให้รอบคอบถือว่าเป็นการส่งมอบให้โดยสำคัญฟิด เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเป็นของตนจึงเป็นความผิดฐานยักยอก

หมายเหตุ มีปัญหาว่าในกรณีที่ส่งเสื้อไปซักรัดแล้วมีของติดไปด้วย ผู้รับซักรีดเบียดบังเอาของที่ติดไปด้วยนั้นเป็นของตนเสีย เช่นนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกแนวความคิดเป็นว่ายังไมมีการมอบการครอบครอง การส่งเสื้อไปซักรีดเป็นแต่เพียงการมอบการครอบครองเฉพาะเสื้อเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการมอบการครอบครองสิ่งที่ติดไปในเสื้อด้วย เมื่อมีการเอาไปจึงเป็นการเอาไปจากความครอบครองของเจ้าของ ย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ถ้าเป็นการขายเสื้อและมีสิ่งของติดไปด้วย การขายเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ดังนั้นจึงแปลว่าความว่าในกรณีที่เป็นการขายและมีสิ่งของติดไปในเสื้อเท่ากับเป็นการมอบการครอบครองสิ่งของนั้นให้ไปแล้วซึ่งเป็นการส่งมอบโดยสำคัญผิดถ้ามีการเบียดบังเอาไปจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง

(ข)             ม.๓๕๓

ฎ.๑๙๖/๑๑(ป) ผู้จัดการมรดกได้รับมอบหมายจากบริษัทให้เอรถไถไปจัดโชว์ แต่เอารถไถไปไถนาของตนเองเพื่อประโยชน์ตน รถไถนาเสียหายย่อมผิดม.๓๕๓

*ตัวอย่าง : บริษัท A มอบหมายให้ B เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของบริษัท

ต่อมา บริษัท  A ได้ยกเลิกอำนาจจัดการทรัพย์สินบริษัท  คงเหลือไว้เพียง

รถยนต์ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของ B  เท่านั้น  ต่อมา นาย B ได้นำเอา

รถแทร็กเตอร์ของบริษัท A ไปไถนา  แต่เมื่อไถเสร็จแล้ว นาย B ก็ได้นำ

รถแทร็กเตอร์ดังกล่าวมาส่งคืนปากฎว่ารถไถนายางแตก – และนาย B ยัง

ได้ไปบอกขายรถยนต์ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งต่อนาย C ให้วินิจฉัยว่านาย

B มีความผิดในทางอาญาหรือไม่ อย่างไร

คำตอบโดยย่อ

  • ·สำหรับรถแทร็กเตอร์

B ®  ไม่ผิด ม.๓๕๓  เพราะ B ได้ถูกยกเลิกอำนาจให้จัดการ

ทรัพย์สิน(รวมทั้งรถแทร็กเตอร์) ของบริษัท A แล้วจึงหมด

หน้าที่ดังกล่าว (ฎี.๑๔/๑๙)

®        ไม่ผิด ม. ๓๕๒ (แม้จะมีการเบียดบังก็ไม่ผิด) เพราะ

ทรัพย์สิน (รวมทั้งรถแทร๊กเตอร์)ไม่ได้อยู่ในความ

ครอบครองของ B แล้ว (ฎี๑๙๖/๑๑(ป), ๑๘๕๙/๓๘

®        ไม่ผิด ม.๓๓๔ เพราะไม่ได้เอาไปในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ (เอาไปไถนาเสร็จแล้วก็เอามาส่งคืนบริษัท)

®        แต่มีความผิดตาม ม. ๓๕๘ + ๕๙ ว.๒ เพราะเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย

·  สำหรับรถยนต์ประจำตำแหน่ง

B  ®   ผิด ๓๕๒  เพราะได้ครอบครองแล้วเบียดบังโดยทุจริต (การบอกหรือเสนอขายให้ผู้อื่นถือว่าเป็นการเบียดบังแล้ว – และเป็นความผิดสำเร็จทันที)

หมายเหตุ :         ความผิดฐานยักยอกตาม ม. ๓๕๒ ไม่มีการ

พยายามกระทำความผิด

®        ไม่ผิด ม. ๓๕๓ เพราะนาย B มิได้รับมอบหมายให้จัดการ

เกี่ยวกับรถประจำตำแหน่งดังกล่าว

(๓.๕)  ความผิดฐานรับของโจร (ม๓๕๗)

                                  เหตุที่ทำให้ของโจรหมอสภาพไป อาทิเช่น

๑.     ทรัพย์เป็นของโจรได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นทรัพย์อย่างอื่น เช่น ลักโคมาถ้าเอาโคมาแล่เป็นชิ้น ๆ ในกรณีเช่นนี้ยังถือว่าเนื้อโคยังเป็นของโจรอยู่ (ฎีกาที่ ๑๙๔๒/๒๕๑๔) แต่ถ้าเนื้อโคนั้นไปแกงเผ็ด แกงเผ็ดนี้ก็ไม่ใช่ของโจรอีกต่อไป หรือในกรณีลักแป้ง ลักน้ำตาลมาทำขนม ขนมย่อมไม่เป็นของโจรอีกต่อไปเพราะหมดสภาพการเป็นของโจรกลายเป็นสิ่งของใหม่คือขนม

๒.    การที่เอกทรัพย์ที่เป็นของโจรนั้นไปแลกเปลี่ยนกับทรัพย์อื่น ก็ไม่ทำให้ทรัพย์ที่ได้มาใหม่นั้นเป็นของโจร เช่น ลักทองรูปพรรณไปจำนำ เงินที่ได้จากการจำนำและตั๋วจำนำไม่ใช่ของโจร (ฎีกาที่ ๖๓๘/๒๔๗๘) หรือในกรณีที่เอาปืนที่ลักมาไปขายเงินที่ขายได้ก็ไม่ใช่ของโจร (ฎีกาที่ ๑๑๕๑/๒๕๑๒)

๓.     ทรัพย์ที่เป็นของโจรย่อมหมดสภาพความเป็นของโจร เช่น เมื่อเจ้าของได้ทรัพย์นั้นคืนหรือเมื่อเจ้าหน้าที่ยึดทรัพย์นั้นมาเป็นของกลาง ยกตัวอย่าง เช่น ก. ไปติดตามเอาโคที่คนร้ายลักไปคืนมาได้   แม้ ก. จะขายโคนั้นไปให้กับใครก็ตามผู้ซื้อก็ไม่มีความผิดฐานรับของโจร เพราะโคดังกล่าวได้กลับมาเป็นของก. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงหมดสภาพการเป็นของโจร หรือในกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ของกลางนี้ก็ไม่ใช่ของโจรอีกต่อไป  (ยังไม่มีฎีกาที่วินิจฉัยไว้โดยตรง)…*เว้นแต่ของกลางถูกยึดในคดีอื่นย่อมไม่หมดสภาพการเป็นของโจร เช่น ขับรถที่ลักมาไปชนคนอื่น ตำรวจจึงยึดไว้ในคดีขับรถประมาท  เมื่อจำเลยไปติดต่อเจ้าทรัพย์ให้มาไถ่ทรัพย์ในวันรุ่งขึ้น จึงผิดฐานรับของโจร (ฎ.๒๘๔๔/๓๕)

๔.     เมื่อเจ้าของเดิมหมดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อันเป็นของโจร   ยกตัวอย่าง เช่น กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  ๑๓๘๓  กล่าวคือ     ผู้กระทำความผิดได้ครอบครองทรัพย์ติดต่อกันามาจนพ้นกำหนดอายุความทางอาญา หรือได้ครอบครองสังหาริมทรัพย์มาเป็นเวลา ๕ ปี  หรืออสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา  ๑๐ ปี   ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๑๓๘๒ กำหนดไหนยาวกว่าให้ใช้กำหนดนั้น

     หมายเหตุ เรื่องรับของโจรน้ยังมีปัญหาน่าคิดว่าดอกผลของโจรเป็นของโจรด้วยหรือไม่ เช่น ลักโคกำลังตั้งท้อง ต่อมาลูกโคเกิดตามมาลูกโคเป็นของโจรด้วยหรือไม่ เป็นต้น

(๓.๖)  ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (ม.๓๕๘-๓๖๐)

                (๓.๗)  ความผิดฐานบุกรุก (ม.๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕)

          -ความผิดฐานบุกรุกต้องมีเจตนา ฎ.๑๘๗๒/๔๖,๑๒๔๘๒/๔๗

ฎีกาที่ 1872/2546  คืนเกิดเหตุอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จำเลยที่ 3 เมาสุราแล้วอาเจียน จำเลยที่ 1 จอดรถให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลง แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 พากันเข้าไปนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้านผู้เสียหายซึ่งประตูรั้วบ้านเปิดอยู่ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการถือวิสาสะ เพราะความมึนเมาสุราและไม่สามารถบังคับจิตใจตนเองได้ เมื่อนั่งอยู่ประมาณ 5 นาที อาจจะด้วยความคึกคะนอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงลุกขึ้นและเดินไปเอามือจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ โดยยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำการอันใดอันมีลักษณะที่จะติดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ และไม่ปรากฏว่าพบเครื่องมือใด ๆ ในตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน และลงมือกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดด้วย

ฎีกาที่ 12482/2547 (มาตรา 59 ,90,278,364,365(3)) ผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว  ในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน  แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน  การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหาย

-แม้สนามหญ้าดังกล่าวกับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักก็ตาม ก็เป็นเคหสถานตามม.๑(๔)

ฎีกาที่ 1904/2546  จำเลยที่ 1 นำบันไดเหล็กแบบพับขาไปกางตั้งวางริมหน้าต่างชั้นบนบ้านผู้เสียหายและปีนไปเรียกผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเปิดประตูออกมา จำเลยที่ 1 กอดอุ้มผู้เสียหาย แม้สนามหญ้าดังกล่าวกับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ข้างหน้าบ้านพักซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข และกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายอันเป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนกัน จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ.มาตรา 278 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด

-การเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร  แม้จะมีมีดติดตัวไปด้วยก็ไม่ทำให้การเข้าไปนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมไม่ผิดทั้งม.๓๖๒,๓๖๔ ฎ.๖๓๘๓/๔๗

ฎีกาที่ 6383/2547 (มาตรา 362,364) การที่จำเลยเข้าไปตาม พ. ในโรงแรมของโจทก์ร่วมเพื่อจะบอกถึงธุระเกี่ยวกับที่ดินที่จะต้องไปดำเนินการในวันรุ่งขึ้นตามที่ พ. นัดแนะไว้  นับว่าเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร  การที่จำเลยมีมีดของกลางติดตัวไปด้วยหรือไม่ ไม่เป็นข้อสำคัญ  เมื่อเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรแล้ว  แม้จะมีมีดติดตัวไปด้วยก็ไม่ทำให้การเข้าไปนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร  พฤติการณ์ของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วม

-ความผิดฐานบุกรุก เป็นความผิดธรรมดา(มิใช่ความผิดต่อเนื่อง)  ดังนั้นจึงผิดสำเร็จทันทีที่เข้าไป เมื่อเข้าไปในเวลากลางวันแม้จะอยู่ต่อเนื่องจนถึงเวลากลางคืนก็ต้องถือว่าบุกรุกเวลากลางวันฎ. 1768/46…และอายุความเริ่มนับทันทีที่เข้าไปแม้จะอยู่ต่อเนื่องมาก็ตาม

ฎ. 1768/46 จำเลยเข้าไปปลูกมะพร้าวและสับปะรดในที่ดินพิพาทในเวลากลางวัน แม้พืชผลที่จำเลยปลูกจะอยู่ในที่ดินพิพาททั้งกลางวันและกลางคืนตลอดมาก็เป็นเพียงผลของการกระทำคือการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมในเวลากลางวันเท่านั้นจะถืไว่าจำเลยการะทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๓) ไม่ได้

author avatar
PongrapatLawfirm